สูงสุดกลับสู่สามัญกับการคิดเชิงบวก
***********
                ข้าพเจ้าได้เห็นอารมณ์ของคนมากมาย บ้างร้องไห้ฟูมฟาย ตีอกชักหัวเสียใจ บ้างหัวเราะร่าเริงมีความสุข แท้จริงสรรพสิ่งในโลกนี้ ถ้าไม่ยึดติดก็ไม่มีอะไรที่จะมีอิทธิพลต่ออารมณ์เราได้ ที่เรามีสุขทุกข์เพราะเรายึดติด ถ้าสังเกตให้ดีสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดมาแล้วในอดีต ดังคำกล่าวที่ว่า สูงสุดกลับสู่สามัญ เปรียบได้ว่า สิ่งที่ใหม่ในวันนี้ก็เป็นสิ่งเก่าในอดีต ขณะเดียวกันสิ่งเก่าในวันนี้ก็อาจกลับมาใหม่ในอนาคต ความเก่าความใหม่ล้วนเป็นเพียงภาพมายา ดังคำที่ว่า พยับแดดลวงตา ภาพมายาลวงใจ สะดวกนักมักมักง่าย สบายมากมักลืมตัว ลองสังเกตสิ่งรอบตัวตู
                หลายปีที่ผ่านมา ใครหลายคนดิ้นรนเพื่อที่จะให้มีการประเมินบุคลากรแบบ ๓๖๐ องศา คือผู้ร่วมงานทุกคนประเมินกันเองซึ่งสมาชิกส่วนมากพึงพอใจมากกว่าให้ผู้บริหารประเมิน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ถูกกดคะแนนต่ำโดยไม่มีคำอธิบายใช้มาแค่สามสี่ปี พอมาถึงวันนี้วิธีประเมินโดยผู้บริหารก็กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง นี้ไงครับการเปลี่ยนแปลง  แม้จะมีหลายคนพูดนินทาประการต่าง ๆ โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าให้ผู้บริหารเป็นผู้ประเมินแล้วลดความรู้สึกว่าพวกมึงพวกกูไปเสียได้ มองทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงาน ยิ้มให้กันอย่างบริสุทธิ์ใจ ผมว่ามันคุ้มค่ามาก กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
                ก่อนนี้มีคนมองวัดพระเชตุพนว่า พระพุทธรูปตามพระระเบียงฝุ่นเข้าไปจับทองทำให้สกปรกต้องซ่อมกันบ่อย ๆ ปิดกระจกจะสวยงามดี บ้างก็ว่ามักมีขโมยมาตัดเศียรพระควรปิดกระจกกันขโมยจะดีกว่า ตั้งแต่นั้นมาก็มีการติดกระจกรอบพระพุทธรูปซึ่งมีประตูปิดอยู่ตั้งหลายชั้น มาวันนี้ มีการรื้อกระจกออกด้วยเหตุผลว่า กระจกปิดบังความงดงามของพระพุทธรูปหมด เอาออกเสีย จะสวยงามมากกว่า เห็นไหมเหตุผลการเปลี่ยนแปลง ล้วนเข้าหลักสูงสุดกับสู่สามัญทั้งสิ้น
                หลายสิบปีก่อน นักวิชาการพยายามอธิบายว่าการศึกษาของไทยเป็นการศึกษาที่ล้าสมัยใช้การท่องจำเป็นหลักเด็ดขาด การคิดวิเคราะห์ต้องเรียนแบบยุโรปจึงจะได้ผลดีเพราะเขาสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์เป็น ด้วยความเห็นดังกล่าวไทยจึงทิ้งสิ่งที่บรรพบุรุษของเรายึดถือกันมาด้วยความเห็นว่าเป็นของเชยล้าสมัย หลักสูตรตำราสมัยต่อมาจึงเปลี่ยนจากแบบแจกลูกสะกดคำมาเป็น สะกดคำอย่างเดียว ตำราเดิมซึ่งเคยใช้แบบแจกลูก เช่น กะ กา กิ กี กึก ื ถูกโละทิ้งมาใช้สะกดคำอย่างเดียว เช่น กอ อา ร การ อ่านกันเป็นคำ ๆ ใช้กันมาเกินสิบปีผลปรากฏว่าเด็กจำนวนมากอ่านหนังสือไม่ออกเป็นปัญหาให้กับระดับมัธยมเป็นอย่างยิ่ง ถึงวันนี้สำนักวิชาการกลับมาผลิตตำราแบบแจกลูกสะกดคำเหมือนเดิมอีกครั้ง เพราะเห็นว่าให้ความเข้าใจที่ดีกว่า นี้ก็คือสูงสุดกลับสู่สามัญ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้วันนี้ ภาษาไทยก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เดิมโรงเรียนใช้อักษรย่อว่า  ร.ร.  แต่ปัจจุบันใช้  รร.  เดิมวลี  คือคำตั้งแต่สองคำที่มีความหมายยังไม่พอจะเป็นประโยคได้  ปัจจุบันนักวิชาการพยายามอธิบายว่า  คำเพียงคำเดียวก็เป็นวลีได้ถ้าองค์ประกอบมันใช่  เห็นไหมครับสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา  ถ้าเราหลงสมมติปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงมามีอิทธิพลต่อจิตใจเราเกินไป  จนทำให้จิตใจเราสะสมไว้แต่ความทุกข์ ปล่อยวางเสียไม่ดีกว่าหรือ
                การคิดเชิงบวกน่าจะเป็นทางออกที่ดีในการดำเนินชีวิตพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลง เพราะอย่างไรเสียสังคมย่อมไม่หยุดอยู่กับที่เป็นแน่ เราต้องหันมาเอาใจใส่ธรรมชาติของจิตใจเราและรู้เท่าทันมันบ้าง ธรรมชาติจิตของคนเราจะสัมผัสกับสิ่งที่ดี ไม่ดี พอใจ ไม่พอใจ สุขและทุกข์ เป็นธรรมดา  ภาษาธรรมะเราเรียกว่าผัสสะ  แท้จริงสิ่งที่เราได้ผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นั้นเมื่อผัสสะสิ่งที่เกิดกับใจก็คือ ถ้าพอใจ (อิฏฐารมณ์) ผลที่ตามมาก็คือสุขเวทนา ถ้าไม่พอใจ (อนิฏฐารมณ์) ผลที่ตามมาก็คือทุกขเวทนา  ถ้าเปรียบจิตใจเราเหมือนกับคณิตศาสตร์ก็เทียบได้กับเส้นตรงสองเส้นตัดกันด้วยมุมเก้าสิบองศา–๒    -๑     ๐    +๑   +๒
จะเห็นได้ว่า เมื่อผัสสะพอใจ สุขเวทนาก็เกิดขึ้น ด้วยอารมณ์ทางดีเกิดเป็นกุศล ผลที่ตามมาจึงเป็นสุขเวทนา นี้เป็นจิตธรรมทางบวกเมื่อผัสสะไม่พอใจอกุศลเกิดผลที่ตามมาจึงเป็นทุกชเวทนานับเป็นจิตธรรมทางลบ แต่แท้จริงจิตอารมณ์คนเราปกติจะอยู่ตรงเลข ๐ คือเฉย ๆ เมื่อใดที่ผัสสะพอใจสุขเวทนาก็เกิด ไม่พอใจทุกขเวทนาก็เกิด แต่ทั้งสองสิ่งนั้นหาได้เกิดขึ้นถาวรไม่ มีการเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ระยะหนึ่งที่สุดก็ดับไปเป็นธรรมดา  เมื่อผัสสะ พอใจ สุขเวทนาก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ดับไปมาอยู่ที่จุดเซ็นเตอร์คือ ๐ เมื่อผัสสะไม่พอใจ ทุกขเวทนาก็เกิดตั้งอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ดับไปกลับมาอยู่ที่ ๐ เหมือนเดิม  มีข้อสังเกตว่า คนเรามักพอใจกับอิฏฐารมณ์ ซึ่งจะให้ผลเป็นสุขเวทนา  แต่ไม่ชอบอนิฏฐารมณ์ซึ่งจะให้ผลเป็นทุกขเวทนา  พระพุทธองค์ไม่ยึดติดทั้งกุศลและอกุศล พอใจ ไม่พอใจ สุขและทุกข์ เพราะทั้งสองสิ่งย่อมให้ผลคือความเร่าร้อนเหมือนกัน พระองค์ยึดจุดกึ่งกลาง คือ เฉย ๆ  เป็นหลักในการดำเนินไม่ยึดติดเสียได้ ก็สบาย  ปิดตาสองรูปิดหูสองข้าง ปิดปากเสียบ้างจะได้นั่งบาย ๆ การฉลาดที่จะรู้จักบริหารอารมณ์  นับเป็นสิ่งสำคัญมาก  เมื่อได้ยินคำนินทาเราอาจโกรธ  แต่ถ้าเราฝึกให้อารมณ์เราเป็นเฉย ๆ บ่อย ๆ เราก็จะเข้าใจสรรพสิ่ง ตามจับอารมณ์ของเราให้ทัน การนินทาหัวหน้าต่อว่าผู้บริหารเป็นเรื่องปกติ แต่การบริหารอารมณ์ของเราให้เฉย ๆ ได้ถือว่าสุดยอด  การคิดเชิงบวกก็คือการพัฒนาอารมณ์ของเรา ไม่ว่า พอใจ  ไม่พอใจ  สุข หรือ ทุกข์ เราก็รู้ทัน  เมื่อถึงตรงนี้เราก็จะเข้าใจคำว่า “ตถตา”  มันเป็นเช่นนั้นเอง  ได้ดียิ่งขึ้นครับ

                                                                                                       พระมหาลำดวน  วรปญฺโญ
                                                                                                       หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาไทย