ประวัติการก่อตั้ง
 
สภาพปัจจุบันโรงเรียน
 
ปูชนียบุคคล
 
ผู้บริหาร
 
คณาจารย์
 
ทำเนียบผู้อำนวยการ
 
ทำเนียบนักเรียน
 
วิสัยทัศน์โรงเรียน
 
ยุทธศาสตร์การพัฒนา
 
ข้อมูลบุคคลากร
 
เอกสารสำคัญ
 
โครงสร้างหลักสูตร
 
ปฎิทินการศึกษา
 
กรรมการนักเรียน
 
หนังสืออนุสรณ์
 
ภาพกิจกรรม
 
ศิษย์เก่าตัวอย่าง
 
เว็บบอร์ด
 
แผนที่ตั้ง
 
ติดต่อ
     
 
     
 
๓๖ แผนที่ชีวิตพ่อ
 
หลักการบริหาร
 
กลยุทธ์ในการสร้างมนุษย์ฯ
 
สูงสุดกลับสู่สามัญ
 
ลอยลม
 
โรยริน
 
พ่อคนใหม
 
หนึ่งในดวงใจข้าพเจ้า
 
มรดกทางการศึกษา
 
จากท้องนาสู้ฟ้าบางกอก
 
ความจริงไม่ใช่ความฝัน ฯ
 
งานห้องสมุด
 
รวมบทความทั้งหมด
 
 
 

สูงสุดกลับสู่สามัญกับการคิดเชิงบวก
***********
                ข้าพเจ้าได้เห็นอารมณ์ของคนมากมาย บ้างร้องไห้ฟูมฟาย ตีอกชักหัวเสียใจ บ้างหัวเราะร่าเริงมีความสุข แท้จริงสรรพสิ่งในโลกนี้ ถ้าไม่ยึดติดก็ไม่มีอะไรที่จะมีอิทธิพลต่ออารมณ์เราได้ ที่เรามีสุขทุกข์เพราะเรายึดติด ถ้าสังเกตให้ดีสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดมาแล้วในอดีต ดังคำกล่าวที่ว่า สูงสุดกลับสู่สามัญ เปรียบได้ว่า สิ่งที่ใหม่ในวันนี้ก็เป็นสิ่งเก่าในอดีต ขณะเดียวกันสิ่งเก่าในวันนี้ก็อาจกลับมาใหม่ในอนาคต ความเก่าความใหม่ล้วนเป็นเพียงภาพมายา ดังคำที่ว่า พยับแดดลวงตา ภาพมายาลวงใจ สะดวกนักมักมักง่าย สบายมากมักลืมตัว ลองสังเกตสิ่งรอบตัวตู
                หลายปีที่ผ่านมา ใครหลายคนดิ้นรนเพื่อที่จะให้มีการประเมินบุคลากรแบบ ๓๖๐ องศา คือผู้ร่วมงานทุกคนประเมินกันเองซึ่งสมาชิกส่วนมากพึงพอใจมากกว่าให้ผู้บริหารประเมิน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ถูกกดคะแนนต่ำโดยไม่มีคำอธิบายใช้มาแค่สามสี่ปี พอมาถึงวันนี้วิธีประเมินโดยผู้บริหารก็กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง นี้ไงครับการเปลี่ยนแปลง  แม้จะมีหลายคนพูดนินทาประการต่าง ๆ โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าให้ผู้บริหารเป็นผู้ประเมินแล้วลดความรู้สึกว่าพวกมึงพวกกูไปเสียได้ มองทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงาน ยิ้มให้กันอย่างบริสุทธิ์ใจ ผมว่ามันคุ้มค่ามาก กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
                ก่อนนี้มีคนมองวัดพระเชตุพนว่า พระพุทธรูปตามพระระเบียงฝุ่นเข้าไปจับทองทำให้สกปรกต้องซ่อมกันบ่อย ๆ ปิดกระจกจะสวยงามดี บ้างก็ว่ามักมีขโมยมาตัดเศียรพระควรปิดกระจกกันขโมยจะดีกว่า ตั้งแต่นั้นมาก็มีการติดกระจกรอบพระพุทธรูปซึ่งมีประตูปิดอยู่ตั้งหลายชั้น มาวันนี้ มีการรื้อกระจกออกด้วยเหตุผลว่า กระจกปิดบังความงดงามของพระพุทธรูปหมด เอาออกเสีย จะสวยงามมากกว่า เห็นไหมเหตุผลการเปลี่ยนแปลง ล้วนเข้าหลักสูงสุดกับสู่สามัญทั้งสิ้น
                หลายสิบปีก่อน นักวิชาการพยายามอธิบายว่าการศึกษาของไทยเป็นการศึกษาที่ล้าสมัยใช้การท่องจำเป็นหลักเด็ดขาด การคิดวิเคราะห์ต้องเรียนแบบยุโรปจึงจะได้ผลดีเพราะเขาสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์เป็น ด้วยความเห็นดังกล่าวไทยจึงทิ้งสิ่งที่บรรพบุรุษของเรายึดถือกันมาด้วยความเห็นว่าเป็นของเชยล้าสมัย หลักสูตรตำราสมัยต่อมาจึงเปลี่ยนจากแบบแจกลูกสะกดคำมาเป็น สะกดคำอย่างเดียว ตำราเดิมซึ่งเคยใช้แบบแจกลูก เช่น กะ กา กิ กี กึก ื ถูกโละทิ้งมาใช้สะกดคำอย่างเดียว เช่น กอ อา ร การ อ่านกันเป็นคำ ๆ ใช้กันมาเกินสิบปีผลปรากฏว่าเด็กจำนวนมากอ่านหนังสือไม่ออกเป็นปัญหาให้กับระดับมัธยมเป็นอย่างยิ่ง ถึงวันนี้สำนักวิชาการกลับมาผลิตตำราแบบแจกลูกสะกดคำเหมือนเดิมอีกครั้ง เพราะเห็นว่าให้ความเข้าใจที่ดีกว่า นี้ก็คือสูงสุดกลับสู่สามัญ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้วันนี้ ภาษาไทยก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เดิมโรงเรียนใช้อักษรย่อว่า  ร.ร.  แต่ปัจจุบันใช้  รร.  เดิมวลี  คือคำตั้งแต่สองคำที่มีความหมายยังไม่พอจะเป็นประโยคได้  ปัจจุบันนักวิชาการพยายามอธิบายว่า  คำเพียงคำเดียวก็เป็นวลีได้ถ้าองค์ประกอบมันใช่  เห็นไหมครับสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา  ถ้าเราหลงสมมติปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงมามีอิทธิพลต่อจิตใจเราเกินไป  จนทำให้จิตใจเราสะสมไว้แต่ความทุกข์ ปล่อยวางเสียไม่ดีกว่าหรือ
                การคิดเชิงบวกน่าจะเป็นทางออกที่ดีในการดำเนินชีวิตพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลง เพราะอย่างไรเสียสังคมย่อมไม่หยุดอยู่กับที่เป็นแน่ เราต้องหันมาเอาใจใส่ธรรมชาติของจิตใจเราและรู้เท่าทันมันบ้าง ธรรมชาติจิตของคนเราจะสัมผัสกับสิ่งที่ดี ไม่ดี พอใจ ไม่พอใจ สุขและทุกข์ เป็นธรรมดา  ภาษาธรรมะเราเรียกว่าผัสสะ  แท้จริงสิ่งที่เราได้ผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นั้นเมื่อผัสสะสิ่งที่เกิดกับใจก็คือ ถ้าพอใจ (อิฏฐารมณ์) ผลที่ตามมาก็คือสุขเวทนา ถ้าไม่พอใจ (อนิฏฐารมณ์) ผลที่ตามมาก็คือทุกขเวทนา  ถ้าเปรียบจิตใจเราเหมือนกับคณิตศาสตร์ก็เทียบได้กับเส้นตรงสองเส้นตัดกันด้วยมุมเก้าสิบองศา–๒    -๑     ๐    +๑   +๒
จะเห็นได้ว่า เมื่อผัสสะพอใจ สุขเวทนาก็เกิดขึ้น ด้วยอารมณ์ทางดีเกิดเป็นกุศล ผลที่ตามมาจึงเป็นสุขเวทนา นี้เป็นจิตธรรมทางบวกเมื่อผัสสะไม่พอใจอกุศลเกิดผลที่ตามมาจึงเป็นทุกชเวทนานับเป็นจิตธรรมทางลบ แต่แท้จริงจิตอารมณ์คนเราปกติจะอยู่ตรงเลข ๐ คือเฉย ๆ เมื่อใดที่ผัสสะพอใจสุขเวทนาก็เกิด ไม่พอใจทุกขเวทนาก็เกิด แต่ทั้งสองสิ่งนั้นหาได้เกิดขึ้นถาวรไม่ มีการเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ระยะหนึ่งที่สุดก็ดับไปเป็นธรรมดา  เมื่อผัสสะ พอใจ สุขเวทนาก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ดับไปมาอยู่ที่จุดเซ็นเตอร์คือ ๐ เมื่อผัสสะไม่พอใจ ทุกขเวทนาก็เกิดตั้งอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ดับไปกลับมาอยู่ที่ ๐ เหมือนเดิม  มีข้อสังเกตว่า คนเรามักพอใจกับอิฏฐารมณ์ ซึ่งจะให้ผลเป็นสุขเวทนา  แต่ไม่ชอบอนิฏฐารมณ์ซึ่งจะให้ผลเป็นทุกขเวทนา  พระพุทธองค์ไม่ยึดติดทั้งกุศลและอกุศล พอใจ ไม่พอใจ สุขและทุกข์ เพราะทั้งสองสิ่งย่อมให้ผลคือความเร่าร้อนเหมือนกัน พระองค์ยึดจุดกึ่งกลาง คือ เฉย ๆ  เป็นหลักในการดำเนินไม่ยึดติดเสียได้ ก็สบาย  ปิดตาสองรูปิดหูสองข้าง ปิดปากเสียบ้างจะได้นั่งบาย ๆ การฉลาดที่จะรู้จักบริหารอารมณ์  นับเป็นสิ่งสำคัญมาก  เมื่อได้ยินคำนินทาเราอาจโกรธ  แต่ถ้าเราฝึกให้อารมณ์เราเป็นเฉย ๆ บ่อย ๆ เราก็จะเข้าใจสรรพสิ่ง ตามจับอารมณ์ของเราให้ทัน การนินทาหัวหน้าต่อว่าผู้บริหารเป็นเรื่องปกติ แต่การบริหารอารมณ์ของเราให้เฉย ๆ ได้ถือว่าสุดยอด  การคิดเชิงบวกก็คือการพัฒนาอารมณ์ของเรา ไม่ว่า พอใจ  ไม่พอใจ  สุข หรือ ทุกข์ เราก็รู้ทัน  เมื่อถึงตรงนี้เราก็จะเข้าใจคำว่า “ตถตา”  มันเป็นเช่นนั้นเอง  ได้ดียิ่งขึ้นครับ

                                                                                                       พระมหาลำดวน  วรปญฺโญ
                                                                                                       หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาไทย

 

 

 
 

 

 
   
 

โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
วัดพระเชตุพน ตึกสันติวัน ถ.สนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม 10200
โทร.0-2222-6816,08-4466-7074, แฟกซ์ 0-2222-6816, e-mail baleesatit@hotmail.com
Copyright 2009 © www.baleesathit.com