มรดกทางการศึกษา ของสมเด็จพระสังฆราช  (ป๋า) วัดพระเชตุพน
************************
                วัดพระเชตุพน หรือวัดโพธิ์ท่าเตียน เป็นวัดหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร  เรียงเป็นอันหนึ่ง ของวัดทั้งหลายที่มีอยู่กว่า ๓๐,๐๐๐  วัด ในประเทศไทย ที่ได้เป็นพระอารามหลวง นั้น ก็เพราะเป็นวัดที่เก่าแก่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกิดมาสมัย กรุงศรีอยุธยา ชื่อวัดโพธาราม หรือเรียกสั้น ๆ ว่าวัดโพธิ์ ไม่ปรากฏประวัติการสร้าง
 ประมาณ พ.ศ. ๒๓๑๑ สมัยกรุงธนบุรี และมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สถาปนากรุงเทพมหานคร วัดพระเชตุพน จึงได้รับการบูรณะ และสถาปนาให้เป็นวัดหลวงประจำรัชกาล ที่ ๑ คู่กับพระบรมมหาราชวัง  เพราะในสมัยนั้น วังกับวัดท่านจะสถาปนาเป็นของคู่กัน  และพระองค์ทรงประสงค์ให้วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนนี้เป็น ศูนย์กลางแห่งการศึกษา ได้ทรงรวบรวมตำรายา คัมภีร์ต่าง ๆ พุทธศิลป์และวิทยาการอื่นๆ มากมายในสมัยอยุธยามารวมเก็บไว้ที่วัดพระเชตุพน ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงบูรณะวัดพระเชตุพนขยายให้มากและยิ่งใหญ่ขึ้น  เช่น พระอุโบสถ์  พระมหาเจดีย์และพระวิหารพระพุทธไสยาสจนทำให้วัดโพธิ์เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกในนามวัดพระนอน (The Recrining  Buddha Temple หรือWat Po)  ที่ศาลาหมอนวด ฝาผนังและตามเสาพระระเบียง ทำให้วัดพระเชตุพน เป็น  วัดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของชาติ (The First  University of  thailand ) และยิ่งกว่านั้น  ศิลปศาสตร์บางแขนง เช่น ตำราฤาษีตัดตนเป็นท่าฝึกโยคะบริหารกายหายเมื่อยและแก้โรคต่างๆ  และที่สำคัญตำราหมอนวดที่ศาลาหมอนวดหน้าพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลนั้น  องค์การยูเนสโก(Unesco)
ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกด้านบันทึกความทรงจำของโลก เมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๖ (?) ดังนั้นวัดพระเชตุพนกับการศึกษาศิลปะศาสตร์ต่างๆ จึงสัมพันธ์และสืบสานกันมาไม่ขาดสาย  ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาส ก็ต้องรักษาสืบทอดมรดกทางการศึกษาที่เป็นศิลปศาสตร์และสรรพศาสตร์และสถาบันการศึกษาทุกแห่งของวัดตลอดมา
                เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นสามเณรได้เข้ามาอยู่สังกัดวัดพระเชตุพนเมื่อพ.ศ.๒๕๑๕ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ๓๐ ปีเศษ สมัยสมเด็จพระวันรัต (ป๋า) หรือสมเด็จป๋า (ปุ่น  ปุณณสิริ ป.ธ. ๖)ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จสังฆราช องค์ที่ ๑๗ ของประเทศไทย 
                บรรยากาศในวัดโพธิ์ตอนนั้นในเขตพุทธาวาสดูคึกคักไปด้วยพระภิกษุสามเณรที่มาศึกษาวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอนนั้นจะเรียนอยู่ตามศาลารายรอบวัดตั้งแต่ตะวันตกถึงตะวันออกศาลาที่เป็นโรงเรียนนวดแผนโบราณปัจจุบันก็เป็นที่เรียนด้วยยามพักก็เห็นพระเณรนักเรียนเดินขวักไขว่กันไปมาน่าสนุกดี
                ตามศาลารายด้านตะวันตกอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนกรุงเทพมหานคร หรือโรงเรียนวัดโพธิ์ นอกจากจะเป็นโรงเรียนเด็กแล้ว ตอนเย็นก็เป็นโรงเรียนผู้ใหญ่ของ อาจารย์ชำนาญ นิสารัตน์ และโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษพิเศษอีกด้วยซึ่งข้าพเจ้าเองก็ได้จบการศึกษาผู้ใหญ่จากวัดพระเชตุพนนี้แล้วไปต่อ ที่คณะพุทธศาสตร์จบ พธบ. รุ่น ๒๘ พ.ศ. ๒๕๒๔  ก็ได้เข้ามาเป็นนิสิตปฏิบัติงานอยู่  ที่โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาวัดพระเชตุพน  และได้บรรจุเป็นอาจารย์ประจำ  ณ โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๗ จนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๕๓๙ ในขณะเป็นรองผู้อำนวยการ ได้ขอโอนย้ายไปเป็นอาจารย์คณะพุทธศาสตร์(หลังจากจบ ศศม. จากมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๓๕) และอยู่มาจนถึงปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะพุทธศาสตร์ อดีตหัวหน้าภาควิชาศาสนาและปัจจุบันเป็นรองคณบดีและ ได้ตำแหน่งทางวิชาการระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ นี้ก็เป็นเส้นทางการศึกษาของเณรน้อยๆรูปหนึ่งที่มาจากลูกชาวไร่ชาวนาจากชัยภูมิสู่กรุงเทพมหานคร วัดพระเชตุพนซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาเสมือนเป็นตักกศิลาของพระภิกษุสามเณรทั่วไปที่ได้เข้ามาอยู่ ในส่วนกลางกรุงเทพมหานคร ผู้จบโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา และการศึกษาอื่น ๆ ที่วัดพระเชตุพนแห่งนี้แล้วได้ไปต่อยอดให้สูงขึ้นจนจบปริญญาตรี โท เอก และกลับไปพัฒนามาตุภูมิและเป็นครูบาอาจารย์ตามสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานของรัฐต่างๆทั่วประเทศก็เพราะจุดเริ่มต้นจากวัดพระเชตุพนแห่งนี้มีไม่น้อยเลยทีเดียว
                บรรยากาศโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาสมัย  ที่ข้าพเจ้าอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗  โรงเรียนยังตั้งอยู่ที่ศาลาโพธิ์ลังกาด้านทิศใต้พระวิหารพุทธไสยาส(พระนอน) บริเวณต้นโพธิ์ลังกา (ปจจุบันถูกรื้อเป็นสวนไม้ต่อตามเดิมสมัยร. ๓ ไปแล้ว) ทำเป็นศาลาฟังทำธรรมรอบต้นโพธิ์ ตรงนี้แหละทางวัดได้มุงหลังคาโดยให้ต้นโพธิ์ลังกาโผล่ขึ้นตรงกลางหลังคา ใช้เก๋งจีนเป็นสำนักงาน(office)ของโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา สมัยนั้นมีคณะผู้บริหารคือ พระครูวรกิจจาภรณ์ (ยิน  วรกิจฺโจฺ)  ผู้อำนวยการ พระมหาจำนงค์ เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายธุรการ  พระมหาสมชาติ  เป็นรองฝ่ายวิชาการในศาลาโพธิ์ลังกานั้นก็จัดเป็นห้องเรียนกันคนละมุม ม.๑ ม.๒ และม.๓  และแต่ละชั้นก็มีหลายห้องจึงขยายไปเรียนในศาลารอบมณฑป เมื่อถึงวันพระโรงเรียนปิด ญาติโยมก็มาจำศีลฟังเทศน์กันเต็ม ใช้ศาลาโพธิ์ลังกากันคุ้มเลย
                โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาเดิมชื่อว่าโรงเรียนบาลีมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยมหา       จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ  อาสภมหาเถระ) สมัยเป็นพระพิมลธรรมท่านได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๒ หลังจากที่คณะพระมหาเถระได้เปิดสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา  คือมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยเปิดคณะพุทธศาสตร์เป็นคณะแรกและเพื่อรองรับระดับอุดมศึกษาจึงได้ตั้งโรงเรียนบาลีมัธยมศึกษา ระดับ ม.๑-.๓ อยู่ที่วัดพระเชตุพน โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษามจร. ระดับ ม.ศ.๔ – ๕ อยู่ที่วัดมหาธาตุและบาลีอบรมศึกษา มจร. อยู่ที่  วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร(ภูเขาทอง) นี้เป็นเพียงให้เห็นเส้นทางการศึกษา พระภิกษุสามเณร ในสมัยนั้น พระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี) เป็นเลขาธิการ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและเป็นผู้มีส่วนก่อตั้งโรงเรียนบาลีมัธยมที่สำคัญด้วยท่านหนึ่ง
                โรงเรียนบาลีมัธยมศึกษานั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็นบาลีสาธิตศึกษาในเวลาต่อมาและได้มาอยู่วัดพระเชตุพน  ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๙ สมัยสมเด็จพระวันรัต(ปุ่น) (ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่๑๗)   เป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ซึ่งพระองค์ท่านได้ดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนมาเป็นอย่างดีโดยมีพระธรรมราชานุวัตร (หลวงเตี่ย) เป็นพระผู้ใหญ่ที่มีเมตตามากท่านดูแลการศึกษามาตลอดชีวิต สอนเด็กนักเรียนมาตั้งแต่เป็นพระหนุ่มจนกระทั่งมรณภาพ อายุร่วม ๘๐ ปีจึงหยุด 
สำหรับโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาต่อมาข้าพเจ้าได้รับตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการก็ได้ร่วมงานกับท่านพระครูวรกิจจาภรณ์ (ยิน  วรกิจฺโจ) เจ้าอาวาสวัดชัยชนะสงคราม (วัดตึก) ต่อมาได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะตามลำดับปัจจุบันเป็นชั้นราชที่ พระราชวิริยสุนทร ได้ช่วยท่านจัดการศึกษาซึ่งขณะนั้นงานหนักที่สุดก็คือ การโรเนียว ข้อสอบส่งไปยังโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาระดับมัธยมที่เปิดกันในประเทศไทย สมัยนั้นล้วนมีหนังสือมาขอข้อสอบจากส่วนกลางนี้ทั้งนั้น ประมาณเกือบ๒๐ โรง  ซึ่งท่านได้ลงมือโรเนียวข้อสอบด้วยตนเอง  ข้าพเจ้าก็ได้ช่วยและศึกษางานจากท่านต่อมาเมื่อท่านได้ย้ายเข้ามาเป็นที่ปรึกษาอธิการบดีอยู่ที่ มจร. วัดมหาธาตุ และพระครูปลัดสุวัฒนสารคุณ หรือปัจจุบันคือ พระวิเชียรธรรมคุณาธาร เป็นผู้อำนวยการสืบมา
                พ.ศ. ๒๕๓๐ โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาก็ได้ย้ายจากศาลาโพธิ์ลังกาเขตพุทธาวาสไปอยู่หอสมุดสันติวันหรือตึกอภิธรรมอาคาร ๓ ชั้น เขตสังฆาวาส ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับโรงเรียนตั้งตรงจิตรพณิชยการ  สมัยพระวิสุทธาธิบดี  (สง่า   ปภสฺสโร ป.ธ. ๘)  เป็นเจ้าอาวาส พระวิเชียรธรรมคุณาธารเป็นผู้อำนวยการมาจนถึงพ.ศ.๒๕๕๒เมื่อท่านออกแล้ว พระอุดรคณารักษ์(วินัย ป.ธ.๔, พธบ.)      เป็นผู้อำนวยการรูปปัจจุบัน
                โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาเป็นเสมือนมรดกของสมเด็จป๋าหรือของวัดพระเชตุพน เพราะเรื่องการศึกษานั้นสมเด็จพระสังฆราช (ป๋า) นั้น ให้ความสำคัญมากยิ่งกว่าด้านวัตถุ เพราะวัตถุนั้นสร้างได้  รักษาได้ยาก  ถ้าหากคนไม่ได้รับการศึกษาแล้ว วัดจะเหลืออะไร  โบราณวัตถุของวัดจะเหลืออะไร เพราะคนมีปัญญาเท่านั้นที่จะรักษาสมบัติของชาติของพระศาสนาไว้ได้  เพราะเห็นความสำคัญของการศึกษานี้เองท่านได้รื้อกุฎิสร้างเป็นโรงเรียน พต. หรือ พตพ.ปัจจุบันให้เด็กได้เรียนหนังสือเป็นจำนวนมากประมาณ ๓,๐๐๐ คน ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน
                ดังนั้น   โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษาจึงอยู่ในวัดพระเชตุพนมายาวนานตั้งแต่สมัยสมเด็จป๋า จนถึงปัจจุบันนี้  ก็เพราะจิตวิญญาณของท่านและเจ้าอาวาสแต่ละองค์รักษาสืบมา และท่านเห็นความสำคัญของการศึกษาที่พัฒนาจิตใจคน ส่วนด้านวัตถุก็ดูแลรักษาในฐานะที่จะนำเอาผลประโยชน์มาใช้เพื่อบำรุงและพัฒนาการศึกษาที่มีอยู่ในวัดให้เจริญพัฒนาและยกระดับให้ดีขึ้น  ฉะนั้น เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนทุกท่านได้ตระหนักและรับผิดชอบมรดกทางการศึกษาที่บรรพบุรุษมอบให้ไว้เพื่อฝึกฝนอบรมคนที่จะเป็นศาสนทายาทในพระพุทธศาสนาและเป็นคนดีของชาติสืบต่อไป
                จึงของฝากผู้มีส่วนในการบริหารวัด มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเรื่องการศึกษาก็อย่าลืมโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษามรดกอันน้อยนี้ไว้ด้วย ช่วยกันบริหารใส่น้ำใส่ปุ๋ยให้เจริญวัฒนาถาวรสืบต่อไป ในโอกาสที่โรงเรียนได้ดำเนินมาครบรอบ ๖๐ ปี ก็ให้มีอายุยืนยาวนานเป็นร้อยปีต่อไปพร้อมกับการพัฒนาให้สมคุณค่าที่อยู่มานาน ให้ผ่านพบประสบผลในการประกันคุณภาพ ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นคนก็คงมีประสบการณ์เลิศล้ำ วัดพระเชตุพนและคณะครูบาอาจารย์ทุกท่านได้ช่วยกันสืบทอดเจตนารมณ์และให้ความเมตตาต่อพระภิกษุสามเณรลูกศิษย์ให้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนและพัฒนาตนให้มีปัญญาและวาสนาดีงามที่จะได้ช่วยกันรักษาชาติ ศาสนาและสถาบันการศึกษาให้เป็นมรดกของวัดพระเชตุพนสืบต่อไปนานเท่านานและขอฝากลูกศิษย์ที่เป็นนักเรียนทุกรูปอย่าได้ประมาทมัวเมาหลงเพลินเดิมตามโลกไซเบอร์ อินเตอร์เน็ต เล่นเกมส์จนเสียเวลาและทำลายตนเองจนเสียอนาคต จงหมั่นขวนขวายพยายามหาความรู้และกตัญญูต่อวัดและโรงเรียนที่ตนอาศัย เพื่อจะได้เป็นคนดีมีความรู้เป็นครูเขาต่อไปในอนาคตอย่างรุ่นพี่ๆ ของเราได้ทำเป็นตัวอย่างไว้มากมาย  เมื่อเรากลับไปบ้านจะได้องอาจ ไม่ขี้ขลาดให้ใครเขาเหยียดหยาม  ดังคำก
ลอนสอนใจเป็นคติสืบมาว่า

ตั้งใจเรียนเพียรให้แน่คำแม่สั่ง                 จึงเป็นดั่งพลังใจให้ฝึกฝน
เรียนเถิดลูกเพื่อวันหน้าค่าของคน                           เรามันจนเรียนให้ได้ตายชั่งมัน
ไม่สูงเยี่ยมเทียมเท่ากับเขาอื่น                                   อย่ากลับคืนบ้านเก่าให้เขาหยาม
จงตั้งหน้าตั้งตาพยายาม                                             ให้สมความปรารถนามารดาเรา
จากบ้านนอกออกมาสู่เมืองหลวง                            ความมุ่งหวังทั้งปวงคือศึกษา
ฝึกฝนตนให้เจริญและพัฒนา                                   เพื่อเปลี่ยนค่าชีวิตคนให้พ้นพาล

พระมหาวรชัย      ติสฺสเทโว ผศ.
รองคณบดีคณะพุทธศาสตร์
รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดพระเชตุพน
อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มจร. วัดพระเชตุพน
พฤศจิกายน  ๒๕๕๒